กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

28/05/2568 16:11:04 | Views: 1,647

กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

 

กายภาพบำบัด  เป็นการวางแผนการรักษา  ฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยที่มีความเฉพาะต่อปัญหา  อาการและโรคของผู้ป่วยแต่ละบุคคล  โดยนักกายภาพบำบัดจะใช้วิธีการการรักษาทางกายภาพบำบัด  และเครื่องมือทางกายภาพบำบัดที่ทันสมัย  โดยคำนึงถึงความปลอดภัย  และมาตรฐานวิชาชีพ

การรักษาทางกายภาพบำบัด ได้แก่

  1. กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ  ได้แก่ อาการปวดหลัง  ปวดคอ  ออฟฟิศซินโดรม  ข้อเสื่อม  ข้อยึดติด  บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ  ผ่าตัดกระดูก  เป็นต้น
  2. กายภาพบำบัดระบบประสาท  ได้แก่  อัมพฤกษ์  อัมพาต  บาดเจ็บทางสมอง  การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง  เป็นต้น
  3. กายภาพบำบัดระบบหัวใจและหลอดเลือด  ได้แก่  ผ่าตัดหัวใจ  เป็นต้น
  4. กายภาพบำบัดระบบทางเดินหายใจ  ได้แก่  หลอดลมอักเสบ  ปอดบวม  ผ่าตัดทรวงอก  เป็นต้น
  5. กายภาพบำบัดในผู้สูงอายุ

ซึ่งในบทความนี้จะมาพูดถึงการกายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อคืออะไร

กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (Orthopedic Physical Therapy)  เป็นการกายภาพบำบัดเพื่อรักษาหรือฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal)  ครอบคลุมไปถึงการบาดเจ็บทางกีฬา อุบัติเหตุ  และหลังการผ่าตัด  ประกอบไปด้วย

  1. กล้ามเนื้อ (Muscle)
  2. กระดูก (Bone)
  3. ข้อต่อ (Joint)
  4. เอ็น (Tendon/Ligament)
  5. พังผืด (Fascia)
  6. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue)

โดยนักกายภาพบำบัดทำการตรวจประเมินอาการ  ทำงานร่วมกับแพทย์ที่รักษา  เพื่อกำหนดแผนการรักษา  และให้การรักษาที่เหมาะสม

 

 

กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเหมาะกับใคร

นักกายภาพบำบัดด้านระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (Orthopedic Physical Therapist)  สามารถให้การรักษาฟื้นฟูกลุ่มอาการต่างๆ  ที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพการเคลื่อนไหว  อาการปวด  การตึงตัวของกล้ามเนื้อ  กล้ามเนื้ออ่อนแรง  เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ  ป้องกันการเป็นซ้ำ  รวมทั้งมุ่งส่งเสริมสุขภาพร่างกาย  และจิตใจ

 

ผู้ที่ีเหมาะกับการทำกายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ  มีดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่กระดูกหัก (Fractures)
  2. ผู้ที่มีภาวะข้ออักเสบ (Arthritis)
  3. ผู้ที่มีข้อติด (Joint Stiffness)
  4. ผู้ที่มีปัญหาข้อเข่า (Knee Injury/ Osteoarthritis of The Knee)
  5. ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ (Myofascial Pain Syndrome)
  6. ผู้ที่มีอาการเอ็นอักเสบ (Sprain)
  7. ผู้ที่มีถุงน้ำข้อต่ออักเสบ (Bursitis)
  8. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายหลังจากการผ่าตัดกระดูก (Postoperative Rehabilitation)
  9. ผู้ป่วยโรคมะเร็ง (Cancer)
  10. ผู้ที่มีอาการปวดหลัง (Back Pain)
  11. ผู้ที่มีภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema)
  12. ผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบ (Muscular Dystrophy/ Muscular Atrophy)
  13. ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)
  14. ผู้ที่เป็นโรครองช้ำ (Plantar fasciitis)
  15. ผู้ที่มีกระดูกสันหลังคด (Scoliosis)
  16. การบาดเจ็บในนักกีฬา (Sport Injury)

 


บทความน่ารู้

โรคต้อกระจก (Cataract)

โรคต้อกระจก (Cataract)

โรคตาที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเลนส์ของตาขุ่น โดยเกิดจากโครงสร้างโปรตีนของเลนส์ตาเปลี่ยนไป ไม่ใสเหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งเลนส์ตาจะมีลักษณะแข็งเป็นไต มีสีขุ่น อาจอยู่ตรงกลางเลนส์ตา หรือบริเวณขอบเลนส์ตาก็ได้เช่นกัน ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอประสาทตาได้เต็มที่ ผู้ป่วยโรคต้อกระจกจึงมีประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง ตาม้วลงในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษา