หูอื้อ หูดับเฉียบพลัน

หูอื้อ หูดับเฉียบพลัน

04/06/2567 14:18:31 | Views: 11,211

หากเมื่อไหร่เราต้องประสบปัญหาด้านการได้ยินก็คงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องพบกับความลำบากและขาดความสุขในส่วนนี้ไป วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งโรคอันตรายที่ถือว่าเป็น… หนึ่งใน “ภัยเงียบ” ที่ทำร้ายการได้ยินของเราจนถึงขั้นอาจทำให้หูหนวกไป คือ “โรคเส้นประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลัน” ซึ่งโรคนี้จะเกิดจากสาเหตุใดและต้องรักษาอย่างไร? 

เส้นประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
“โรคเส้นประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลัน” หรือ “Sudden Sensorineural Hearing Loss” คือ ภาวะที่หูสูญเสียการได้ยิน “ลดลงมากกว่า 30 เดซิเบล” ในช่วงเวลา 72 ชั่วโมง โดยสามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกันทั้ง 2 ข้าง แต่มักพบว่าจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งมากกว่า ซึ่งกว่า 90% ของผู้ป่วย มักไม่ทราบสาเหตุ แต่อีก 10% เกิดได้จากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้

-    เกิดจากการติดเชื้อไวรัส
-    เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไทรอยด์ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
-    เกิดจากการได้รับยาฆ่าเชื้อในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์
-    เกิดจากการไหลเวียนของเลือดในหูน้อยลง อันเนื่องมาจากความดันต่ำ หรือเสียเลือดมาก
-    เกิดจากภาวะพักผ่อนน้อยเกินไป
-    เกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากันขั้นรุนแรง ซึ่งจะทำให้มีอาการเวียนหัวร่วมด้วย
-    เกิดจากเนื้องอกในสมอง หรือเนื้องอกที่เส้นประสาทหู
-    การได้ยินเสียงดังมากๆ รวมถึงการใส่หูฟังเพลงดังๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือหลับพร้อมกับที่ยังใส่หูฟังเพลงอยู่ ก็ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลันได้


 
อาการแบบไหน น่าสงสัยว่าประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลัน ?
อาการของโรคประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลันที่สังเกตได้ง่ายที่สุด คือ คนไข้จะสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน โดยดับวูบไปอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา การได้ยินก็จะบกพร่องอยู่อย่างนั้น หรือเป็นหนักขึ้นจนถึงขั้น ‘หูหนวก ไม่ได้ยินอะไรเลย’ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการร่วมอื่นๆ ได้ เช่น การได้ยินเสียงดังในหู ซึ่งเป็นเสียงอื้อๆ ก้องๆ ที่เกิดขึ้นเองจากหู โดยที่ไม่ได้ยินเสียงภายนอก หรือบางรายจะรู้สึกเหมือนมีอะไรแน่นๆ ติดขัดในหู ความสามารถในการได้ยินลดลง ต้องคอยฟังซ้ำ ต้องเปิดทีวีเสียงดังขึ้น เป็นต้น แต่อาการโรคประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลันนี้ “จะไม่มีอาการปวดร่วมด้วย” และโรคนี้จะต่างจากภาวะหูอื้อธรรมดาโดยทั่วไปคือ จะไม่สามารถหายได้เองภายใน 1 วัน แต่จะคงอยู่ไปเรื่อยๆ และการได้ยินจะลดคุณภาพลงไปเรื่อยๆ ได้

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลโรคประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลัน ?
-  หลีกเลี่ยงการฟังเสียงดัง หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
-  นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
-  รับประทานอาหารที่ปรุงสุกเสมอ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสที่อาจทำให้หูดับได้
-  ลดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็น เค็ม มัน หวาน เพราะโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคนี้
-  หลีกเลี่ยงการแคะหูรุนแรงที่อาจทำให้แก้วหูทะลุ เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อไปยังหูชั้นในได้

เนื่องจากความผิดปกติของโรคประสาทหูชั้นในดับเฉียบพลัน อาจมีความคล้ายกับการหูอื้อ ได้ยินน้อยลง หลังจากได้ยินเสียงดังมากๆ จึงทำให้บางคนชะล่าใจ และปล่อยทิ้งไว้ คิดว่าเป็นแค่หูอื้อธรรมดา จึงเสี่ยงเป็นอันตรายมากขึ้น ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ หากพบอาการผิดปกติเกี่ยวกับการได้ยิน ผ่านไป 1 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาทักท่วงที
ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง อาจจะต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัดต่อมทอนซิล ซึ่งการรักษาโดยวิธีการผ่าตัดจะช่วยให้อาการต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังหายเป็นปกติได้ โดยหากพบว่า ภายใน 1 ปี มีอาการทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้ง ควรปรึกษาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรักษาอย่างถูกต้อง เพราะต่อมทอนซิลที่เกิดการอักเสบ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงได้


บทความน่ารู้

การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density, BMD)

การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density, BMD)

การตรวจเพื่อหาค่าความหนาแน่นของกระดูกตามส่วนต่างๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน โดยตำแหน่งที่ตรวจมักจะเป็นบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง MRI กับ CT Scan

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง MRI กับ CT Scan

การตรวจ CT (Computerized Tomography) และ MRI (Magnetic Resonance Imaging) ที่ถือว่าเป็นเครื่องมือช่วยในการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญมาก การตรวจหาความผิดปกติอวัยวะต่างๆ มีความแตกต่างที่สำคัญหลายอย่าง ดังนี้