โรคต้อเนื้อ (Pterygium)

โรคต้อเนื้อ (Pterygium)

25/09/2568 15:32:08 | Views: 3,358

โรคต้อเนื้อ (Pterygium) 

 

ต้อเนื้อ (Pterygium) คือ โรคที่เกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตาขาวใหญ่นูนขึ้นผิดปกติจนเกิดเป็นแผ่นพังผืดของเยื่อบุตา ลักษณะรูปสามเหลี่ยมปรากฏขึ้นบริเวณตาขาว และลุกลามเป็นยอดแหลมยื่นเข้าไปสู่ตาดำ จนบดบังการมองเห็น ตามัว และทำให้มีโอกาสสูญเสียการมองเห็นชั่วคราวในที่สุด  มักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา

 

สาเหตุของต้อเนื้อ ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การโดนรังสี UV หรือแสงแดดเป็นเวลานาน และการที่ตาระคายเคืองจากลม ฝุ่นและอากาศแห้ง

 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดต้อเนื้อ

  1. การโดนแสงอาทิตย์ หรือ แสงอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานานๆ ดวงตาสัมผัสกับฝุ่นควัน มลภาวะ ลมร้อน ลมแห้ง มากกว่าปกติ
  2. อากาศแห้งหรือ ทำงานกลางแจ้ง

 

 

อาการต้อเนื้ออาการส่วนใหญ่ที่พบ ได้แก่

  1. มีก้อนเนื้อสีชมพูคล้ายสามเหลี่ยมงอกเข้าสู่ตาดำ
  2. ตาแดง คันตา
  3. ปวดตา ระคายเคืองตา น้ำตาไหล
  4. ถ้าต้อเนื้อลามเข้ากระจกตามากอาจมีผลต่อสายตาทำให้เกิดสายตาเอียง บางครั้งอาจตาพร่าเพราะการกระจายของน้ำตาผิดปกติและมองไม่ชัดได้ ในกรณีต้อเนื้อลามมาคลุมส่วนกลางกระจกตาอาจทำให้การมองเห็นลดลง
  5. อาจเกิดการดึงรั้งจนเห็นภาพซ้อน สายตาเอียง
  6. รู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายหรือกรวดในตา

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

ผู้ป่วยต้อเนื้อควรพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติอื่นนอกจากการระคายเคือง เช่น เริ่มสายตาเอียง ภาพมัว หรือสูญเสียการมองเห็นเนื่องจากต้อเนื้อเริ่มยื่นเข้าไปในตาดำจบบังรูม่านตา หรือหากสายตายังปกติ แต่ดวงตาอักเสบบ่อยครั้ง เจ็บตาจนทนไม่ไหว มีปัญหากับการใช้ชีวิต ก็ควรพบแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาด ป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเกิดตามมาจากการขยี้ตาหรือตาอักเสบ

 

วิธีรักษาโรคต้อเนื้อ มีด้วยกัน 2 วิธี คือการใช้ยารักษาต้อเนื้อ และการผ่าตัดต้อเนื้อ

 1. รักษาต้อเนื้อด้วยการใช้ยา

การรักษาต้อเนื้อด้วยยาหยอดตาต้อเนื้อ เป็นเพียงการลดการระคายเคืองที่ดวงตาด้วยการใช้ขี้ผึ้งหรือน้ำตาเทียม หรือรักษาโดยการควบคุมการอักเสบด้วยยาหยอดตาสเตียรอยด์เท่านั้น

ในปัจจุบันยังไม่มียาหยอดตารักษาต้อเนื้อใดที่สามารถทำให้ก้อนพังผืดต้อเนื้อหายไปได้ การรักษาต้อเนื้อโดยการใช้ยาจึงไม่สามารถรักษาต้อเนื้อให้หายขาดได้ เป็นเพียงการทำให้อาการระคายเคืองดีขึ้นเท่านั้น

2. ผ่าตัดรักษาต้อเนื้อ

การผ่าตัดรักษาต้อเนื้อหรือการลอกต้อเนื้อ คือการผ่าตัดเพื่อนำต้อเนื้อออก เป็นวิธีการรักษาต้อเนื้อเพียงวิธีเดียวที่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ โดยการผ่าตัดรักษาต้อเนื้อมีด้วยกันทั้งหมด 2 วิธี คือ

2.1. ผ่าตัดลอกต้อเนื้อแบบปกติ จะเป็นการผ่าตัดเพื่อเอาต้อเนื้อที่เป็นเยื่อบุตาขาวส่วนที่ผิดปกติออกไปและไม่ได้มีการเย็บเยื่อบุตาขาวส่วนอื่นๆให้ติดกัน การผ่าตัดแบบนี้มีข้อดีคือสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว และถึงแม้จะไม่มีการเย็บปิดแผล ร่างกายก็ยังคงสร้างเยื่อบุตาขาวขึ้นมาแทนส่วนที่ถูกตัดออกไปได้อยู่ดี ส่วนข้อเสียของวิธีการนี้คือมีโอกาสที่เนื้อเยื่อที่งอกขึ้นใหม่จะกลับมาเป็นต้อเนื้อซ้ำได้มากถึง 40 - 50% เลยทีเดียว

2.2. ผ่าตัดลอกต้อเนื้อพร้อมปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ เป็นการผ่าตัดเอาต้อเนื้อออก โดยแพทย์จะนำเยื่อบุตาขาวในส่วนอื่นๆมาเย็บปิดที่แผล หรือนำเนื้อเยื่อรกมาปลูกถ่ายลงไปแทนที่ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดซ้ำ และทำให้แผลจากการผ่าตัดหายได้เร็วขึ้น

ข้อดีของการผ่าตัดพร้อมปลูกเนื้อเยื่อคือ ความเสี่ยงที่ต้อเนื้อจะเกิดซ้ำลดลงเหลือเพียง 5 - 10% เท่านั้น อีกทั้งแผลจากการผ่าตัดจะหายเร็วกว่า ส่วนข้อเสียคือหลังผ่าตัดผู้เข้ารับการรักษาจะรู้สึกระคายเคืองมากกว่าแบบแรก เนื่องจากไหมเย็บเยื่อบุตาขาวก่อให้เกิดความรู้สึกระคายเคืองได้มากนั่นเอง

 

แนวทางป้องกันโรคต้อเนื้อ

  1. หลีกเลี่ยงการเผชิญสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยของการเกิดต้อเนื้อ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง หากจำเป็นควรสวมแว่นกันแดดกันลม เพื่อป้องกันดวงตาให้ได้มากที่สุด
  2. เลี่ยงมิให้โดนแดดจัดๆโดยเฉพาะเวลาตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดจัดมาก ฉะนั้นการใส่แว่นกันแดด สวมหมวก กางร่ม ในเวลาที่ออกกลางแจ้งจะช่วยได้มาก
  3. หากตาล้าหรือตาแห้งระหว่างวัน ให้พักสายตาโดยการหลับตา หรือเปลี่ยนระยะการมองบ่อยๆ
  4. หากระคายเคืองตาจากตาแห้ง ให้ใช้น้ำตาเทียมได้
  5. สังเกตดวงตาภายนอก และการมองเห็นของตนเองอยู่เสมอ หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบเข้าพบจักษุแพทย์
  6. หมั่นตรวจสายตา หรือตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจหาความผิดปกติได้ไวขึ้น

เรียบเรียงโดย นพ.สุเมธ สุพละเศรษฐ์


บทความน่ารู้

Filler

Filler

ฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็ม เป็นสารที่ใช้ในการเติมชั้นใต้ผิวเพื่อให้ร่องหรือริ้วรอยลึกดูตื้นขึ้น ทำให้แลดูอ่อนเยาว์ รวมทั้งนำมาใช้ในการปรับรูปหน้าให้สมส่วนมากยิ่งขึ้น

ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบมีสาเหตุหลายประการ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อและการอักเสบของหลอดลมในช่องจมูกและใบหน้า สาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบเหล่านี้อาจมาจากสาเหตุต่างๆ