ICSI คืออะไร? ต่างจาก IVF อย่างไร และใครบ้างที่เหมาะกับการทำ ICSI

ICSI คืออะไร? ต่างจาก IVF อย่างไร และใครบ้างที่เหมาะกับการทำ ICSI

03/09/2569 14:23:32 | Views: 23

สำหรับคู่รักที่เริ่มศึกษาการรักษาภาวะมีบุตรยาก อาจเคยได้ยินทั้งคำว่า IVF และ ICSI จนเกิดคำถามว่า

“สองอย่างนี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?”

“ทำไมบางคู่แพทย์ถึงแนะนำ ICSI?”

หรือแม้แต่

“ทำ ICSI แล้วมีโอกาสมีลูกมากขึ้นจริงไหม?”

คำตอบสั้น ๆ คือ

ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) เป็นเทคนิคช่วยการปฏิสนธิที่นักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนคัดเลือกอสุจิหนึ่งตัว แล้วฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิ โดย ICSI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และอาจเหมาะกับบางคู่มากกว่าวิธีปฏิสนธิแบบ IVF ทั่วไป

แต่การทำ ICSI ไม่ได้หมายความว่าจะตั้งครรภ์สำเร็จ 100% เพราะหลังจากการปฏิสนธิแล้วยังมีอีกหลายขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาของตัวอ่อน การย้ายตัวอ่อน ไปจนถึงการฝังตัวในโพรงมดลูก

ICSI คืออะไร?

ICSI อ่านว่า อิ๊กซี่ ย่อมาจาก

Intracytoplasmic Sperm Injection

เป็นเทคนิคที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ Embryology โดยนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนจะคัดเลือกอสุจิ แล้วนำอสุจิหนึ่งตัวฉีดเข้าไปภายในเซลล์ไข่โดยตรง

เป้าหมายคือช่วยให้อสุจิและไข่มีโอกาสเกิดการปฏิสนธิ โดยเฉพาะในกรณีที่อสุจิอาจไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ไข่ได้ด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

จุดนี้เองคือความแตกต่างสำคัญระหว่าง ICSI กับ Conventional IVF

ICSI ต่างจาก IVF อย่างไร?

คำว่า IVF และ ICSI มักถูกใช้แทนกันในชีวิตประจำวัน แต่ในทางเทคนิคมีความแตกต่างกัน

IVF หรือ In Vitro Fertilization คือกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย โดยนำไข่และอสุจิมาอยู่ร่วมกันในสภาวะที่เหมาะสมภายในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้อสุจิเข้าปฏิสนธิกับไข่

ส่วน ICSI นักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนจะใช้อุปกรณ์เฉพาะช่วยนำอสุจิหนึ่งตัวเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง

อธิบายง่าย ๆ คือ

IVF → ให้อสุจิเข้าปฏิสนธิกับไข่ภายใต้สภาวะในห้องปฏิบัติการ

ICSI → ช่วยนำอสุจิหนึ่งตัวเข้าสู่ไข่โดยตรง

หลังจากเกิดการปฏิสนธิแล้ว ตัวอ่อนจะเข้าสู่กระบวนการเลี้ยงและติดตามพัฒนาการ ก่อนพิจารณาขั้นตอนต่อไปตามแผนการรักษา

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการทำ ICSI?

ICSI ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าหรือซับซ้อนกว่า แต่ควรเลือกจากข้อบ่งชี้และสถานการณ์ของผู้รับบริการแต่ละคู่

แพทย์อาจพิจารณา ICSI ในหลายกรณี เช่น

1. จำนวนอสุจิน้อย

หากฝ่ายชายมีจำนวนอสุจิน้อย การปล่อยให้อสุจิปฏิสนธิกับไข่ด้วยวิธีทั่วไปอาจมีข้อจำกัด

ICSI สามารถช่วยในขั้นตอนการปฏิสนธิโดยการนำอสุจิที่คัดเลือกเข้าสู่ไข่โดยตรง

2. การเคลื่อนไหวของอสุจิมีปัญหา

อสุจิจำเป็นต้องมีความสามารถในการเคลื่อนไหวเพื่อเข้าสู่เซลล์ไข่

หากการเคลื่อนไหวต่ำ แพทย์อาจพิจารณา ICSI ตามความเหมาะสม

3. รูปร่างของอสุจิผิดปกติในสัดส่วนสูง

ลักษณะของอสุจิเป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่นำมาประเมินภาวะเจริญพันธุ์ของฝ่ายชาย

หากพบความผิดปกติในระดับที่อาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ ทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนอาจพิจารณาเทคนิค ICSI

4. เคยทำ IVF แล้วเกิดการปฏิสนธิน้อยหรือไม่เกิดการปฏิสนธิ

หากเคยผ่านกระบวนการ IVF และพบปัญหา Fertilization Failure หรือมีอัตราการปฏิสนธิต่ำ แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนแนวทางในการรักษารอบถัดไป

5. ได้อสุจิจากกระบวนการทางการแพทย์บางประเภท

ผู้ชายบางรายอาจไม่มีอสุจิในน้ำอสุจิ แต่ยังสามารถพบอสุจิจากบริเวณอื่นในระบบสืบพันธุ์ผ่านกระบวนการทางการแพทย์

กรณีดังกล่าวอาจมีการนำ ICSI มาประกอบการรักษาตามข้อบ่งชี้

ขั้นตอนการทำ ICSI มีอะไรบ้าง?

หลายคนเข้าใจว่า ICSI หมายถึงขั้นตอน “ฉีดอสุจิเข้าไข่” เพียงอย่างเดียว

แต่ในการรักษาจริง ขั้นตอนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ใหญ่กว่า

โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนสำคัญดังนี้

ขั้นที่ 1 ประเมินภาวะเจริญพันธุ์

แพทย์จะประเมินทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เช่น ประวัติสุขภาพ ฮอร์โมน จำนวนไข่สำรอง สภาพมดลูก และคุณภาพของอสุจิ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคู่

ขั้นที่ 2 กระตุ้นรังไข่

ฝ่ายหญิงได้รับยากระตุ้นรังไข่เพื่อช่วยให้มีไข่หลายใบเจริญเติบโตในรอบการรักษา

ระหว่างนี้แพทย์จะติดตามการตอบสนองด้วยการตรวจตามความเหมาะสม

ขั้นที่ 3 เก็บไข่และเตรียมอสุจิ

เมื่อถุงไข่มีพัฒนาการเหมาะสม แพทย์จะวางแผนเก็บไข่

ในวันเดียวกันหรือช่วงเวลาที่กำหนด จะมีการเตรียมตัวอย่างอสุจิเพื่อเข้าสู่กระบวนการในห้องปฏิบัติการ

ขั้นที่ 4 ทำ ICSI

นักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนจะประเมินไข่และอสุจิ ก่อนใช้อุปกรณ์เฉพาะนำอสุจิหนึ่งตัวเข้าสู่เซลล์ไข่ที่เหมาะสม

จากนั้นจึงติดตามว่าเกิดการปฏิสนธิหรือไม่

ขั้นที่ 5 เลี้ยงและติดตามพัฒนาการของตัวอ่อน

หลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในสภาวะควบคุมภายในห้องปฏิบัติการ

ช่วงนี้ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญมากของกระบวนการ ICSI

เพราะไม่ใช่ไข่ทุกใบที่ปฏิสนธิแล้วจะพัฒนาเป็นตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ต่อ

ขั้นที่ 6 พิจารณาการย้ายหรือแช่แข็งตัวอ่อน

ทีมแพทย์จะประเมินร่วมกับข้อมูลของผู้รับบริการ เพื่อวางแผนว่าจะย้ายตัวอ่อนในช่วงใด หรือแช่แข็งตัวอ่อนไว้เพื่อใช้ในรอบที่เหมาะสม

ห้องปฏิบัติการสำคัญกับ ICSI แค่ไหน?

สำคัญมาก

เพราะขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมไข่และอสุจิ การทำ ICSI การเลี้ยงตัวอ่อน ไปจนถึงการแช่แข็งตัวอ่อน ล้วนเกิดขึ้นภายในห้องปฏิบัติการ Embryology

จึงควรพิจารณามากกว่าเพียงว่า “คลินิกมีเครื่องมืออะไร”

แต่ควรถามด้วยว่า

ห้องปฏิบัติการมีระบบควบคุมคุณภาพอย่างไร?

ใครเป็นผู้ดูแลตัวอ่อน?

มีระบบติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนอย่างไร?

และ

เทคโนโลยีที่ใช้เหมาะกับเคสของเราหรือไม่?

เพราะเทคโนโลยีที่ดีจะมีความหมายมากที่สุด เมื่อทำงานร่วมกับทีมที่มีประสบการณ์และระบบห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม

EmbryoScope เกี่ยวข้องกับ ICSI อย่างไร?

หลังจากทำ ICSI และเกิดการปฏิสนธิแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการติดตามการพัฒนาของตัวอ่อน

หนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ในขั้นตอนนี้คือ EmbryoScope หรือ Time-Lapse Embryo Monitoring System

ระบบดังกล่าวช่วยให้ทีม Embryology สามารถติดตามพัฒนาการและรูปแบบการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนเป็นระยะภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุม

ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้ประกอบการประเมินตัวอ่อนร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม EmbryoScope ไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถรับประกันว่าการตั้งครรภ์จะสำเร็จ แต่เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มข้อมูลสำหรับการดูแลและประเมินตัวอ่อน

ICSI สามารถทำร่วมกับ PGT ได้หรือไม่?

ในบางกรณีสามารถมีการพิจารณา PGT หรือ Preimplantation Genetic Testing ตามข้อบ่งชี้

PGT เป็นการตรวจทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการย้ายตัวอ่อน โดยมีหลายประเภทและวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

แต่ไม่ได้หมายความว่าคู่ที่ทำ ICSI ทุกคู่จำเป็นต้องตรวจ PGT

แพทย์จะพิจารณาจากอายุ ประวัติทางการแพทย์ ประวัติครอบครัว ความเสี่ยงทางพันธุกรรม และปัจจัยอื่น ๆ ของแต่ละคู่

ทำ ICSI แล้วสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกไหม?

เป็นไปได้ แต่ไม่สามารถรับประกันได้

เพราะ ICSI ช่วยในขั้นตอนสำคัญเรื่อง “การปฏิสนธิ” แต่การมีบุตรสำเร็จยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน

ลองมองเป็นเส้นทางดังนี้

ได้ไข่ → ไข่มีความพร้อม → ปฏิสนธิ → ตัวอ่อนพัฒนา → ตัวอ่อนเหมาะสม → ย้ายตัวอ่อน → ตัวอ่อนฝังตัว → เกิดการตั้งครรภ์

แต่ละขั้นตอนมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน

ดังนั้นคำถามว่า

“ICSI สำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์?”

จึงไม่ควรตอบด้วยตัวเลขเดียวโดยไม่ทราบข้อมูลของผู้รับบริการ

อายุมีผลต่อความสำเร็จของ ICSI หรือไม่?

มีความเกี่ยวข้องอย่างมาก โดยเฉพาะอายุของฝ่ายหญิง

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น จำนวนและคุณภาพของไข่โดยทั่วไปมีแนวโน้มลดลง และโอกาสพบความผิดปกติของโครโมโซมในไข่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ดังนั้น แม้ ICSI จะช่วยให้อสุจิเข้าสู่ไข่ได้โดยตรง แต่ ICSI ไม่สามารถย้อนอายุหรือแก้ไขคุณภาพของไข่ที่สัมพันธ์กับอายุได้ทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่การประเมินภาวะเจริญพันธุ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญ โดยเฉพาะคู่ที่พยายามมีบุตรมาระยะหนึ่งแล้ว

ทำ ICSI ต้องพักฟื้นนานไหม?

ตัว ICSI เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ จึงไม่ได้เป็นหัตถการที่ทำกับร่างกายของผู้หญิงโดยตรง

ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายหญิงคือการกระตุ้นไข่ การเก็บไข่ และในภายหลังอาจมีการย้ายตัวอ่อน

ระยะพักฟื้นและอาการหลังแต่ละขั้นตอนแตกต่างกันในแต่ละคน จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมแพทย์ที่ดูแล

ICSI เหมาะกับทุกคู่ที่มีบุตรยากหรือไม่?

ไม่จำเป็น ภาวะมีบุตรยากสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย ทั้งสองฝ่าย หรือบางกรณีอาจยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

ดังนั้น การรักษาอาจมีตั้งแต่การติดตามช่วงตกไข่ การใช้ยา การทำ IUI ไปจนถึง IVF หรือ ICSI

วิธีที่ซับซ้อนกว่าไม่ได้หมายความว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

การรักษาที่เหมาะสมที่สุดคือวิธีที่สอดคล้องกับสาเหตุและสถานการณ์ของคู่สมรสนั้น

ทำไมการวางแผน ICSI แบบเฉพาะบุคคลจึงสำคัญ?

ผู้หญิงสองคนที่อายุเท่ากันอาจมีจำนวนไข่สำรองไม่เท่ากัน

ผู้ชายสองคนที่มีจำนวนอสุจิใกล้เคียงกันอาจมีคุณภาพอสุจิแตกต่างกัน

คู่รักสองคู่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีบุตรยากเหมือนกัน จึงไม่จำเป็นต้องได้รับแผนการรักษาเหมือนกัน

การวางแผน ICSI จึงควรพิจารณาตั้งแต่

อายุ + Ovarian Reserve + คุณภาพไข่ + คุณภาพอสุจิ + ประวัติการรักษา + สุขภาพมดลูก + ผลการรักษารอบก่อน + เป้าหมายการมีบุตร

แล้วจึงออกแบบแนวทางให้เหมาะกับแต่ละคู่

ICSI ที่ Inspire IVF

แนวทางของ Inspire IVF ให้ความสำคัญกับการประเมินผู้รับบริการเป็นรายบุคคล ตั้งแต่การค้นหาปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก ไปจนถึงการวางแผนการรักษาและการดูแลตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ

เทคโนโลยีอย่าง ICSI, EmbryoScope และ PGT จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้เหมือนกัน

แต่เป็นเครื่องมือที่ทีมแพทย์สามารถนำมาพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละเคส

เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่

“ใช้เทคโนโลยีให้เยอะที่สุด”

แต่คือ

“เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของแต่ละคู่มากที่สุด”

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ICSI

ICSI กับ IVF ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักอยู่ที่วิธีช่วยให้ไข่และอสุจิเกิดการปฏิสนธิ โดย Conventional IVF ให้อสุจิเข้าปฏิสนธิกับไข่ภายใต้สภาวะในห้องปฏิบัติการ ส่วน ICSI ใช้เทคนิคช่วยนำอสุจิหนึ่งตัวเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง

อสุจิน้อยทำ ICSI ได้ไหม?

ภาวะอสุจิน้อยเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่แพทย์อาจพิจารณา ICSI แต่ต้องตรวจประเมินคุณภาพอสุจิและปัจจัยอื่นร่วมด้วย

ผู้หญิงอายุ 40 ปีทำ ICSI ได้ไหม?

สามารถเข้ารับการประเมินได้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะจำนวนและคุณภาพของไข่ รวมถึงสุขภาพโดยรวมและปัจจัยอื่นของแต่ละบุคคล

ICSI เลือกเพศลูกได้ไหม?

ICSI เป็นเทคนิคช่วยการปฏิสนธิ ไม่ใช่เทคนิคที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเลือกเพศ การตรวจหรือคัดเลือกตัวอ่อนต้องอยู่ภายใต้ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ กฎหมาย และมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

ทำ ICSI กี่ครั้งถึงสำเร็จ?

ไม่มีจำนวนครั้งที่สามารถรับประกันได้ เพราะโอกาสสำเร็จแตกต่างกันตามอายุ คุณภาพไข่ อสุจิ ตัวอ่อน สุขภาพมดลูก และปัจจัยเฉพาะบุคคล

ICSI ทำให้ลูกแข็งแรงกว่าการตั้งครรภ์ธรรมชาติหรือไม่?

ไม่ควรตีความว่า ICSI ทำให้เด็ก “แข็งแรงกว่า” การตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ICSI เป็นเทคนิคช่วยให้เกิดการปฏิสนธิในสถานการณ์ที่เหมาะสม ส่วนสุขภาพของเด็กเกี่ยวข้องกับปัจจัยจำนวนมาก

สรุป: ICSI คืออะไร และควรทำหรือไม่?

ICSI คือเทคนิคช่วยการปฏิสนธิที่นำอสุจิหนึ่งตัวเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของการรักษาภาวะมีบุตรยากในปัจจุบัน

แต่อย่าตัดสินใจจากคำถามเพียงว่า

“ICSI ดีกว่า IVF หรือไม่?”

คำถามที่เหมาะสมกว่าอาจเป็น

“จากสาเหตุภาวะมีบุตรยากของเรา วิธีไหนเหมาะสมที่สุด?”

เพราะเป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยีที่ดูทันสมัยที่สุด

แต่คือการเลือก แผนการรักษาที่เหมาะสมกับไข่ อสุจิ อายุ สุขภาพ และสถานการณ์ของคู่สมรสแต่ละคู่

ผู้ที่พยายามมีบุตรมาระยะ

Inspire IVF Thailand
https://inspireivfthailand.com/
https://www.inspireivf.com/th/home


บทความน่ารู้

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบประเภทหนึ่ง เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของข้อต่อ สามารถเกิดขึ้นได้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีอาการ ความรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนที่ต่างกัน

โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง

โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง

โรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง เป็นอาการอักเสบที่เกิดในส่วนของเยื่อบุตาขาวมีลักษณะแดงและบวม เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย