RSV ไวรัสร้ายที่คุณพ่อ คุณแม่ ต้องรู้จัก

RSV ไวรัสร้ายที่คุณพ่อ คุณแม่ ต้องรู้จัก

23/02/2567 14:17:59 | Views: 13,625

ในช่วงปลายฝนต้นหนาว โรคที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับลูกน้อยก็คือ “โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV”  ที่คุณพ่อคุณแม่คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการคล้าย ไข้หวัด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้

RSV คืออะไร

          RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสซึ่งก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยมีการติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย เป็นต้น) และละอองฝอยขนาดใหญ่ (ระยะกระจาย น้อยกว่า 6 ฟุต) ที่ปนเปื้อนเชื้อ

          เชื้อโรคที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้บนพื้นผิวต่างๆได้นานหลายชั่วโมง และอยู่บนผิวหนังได้นานกว่า 30 นาที การติดเชื้อสามารถติดได้ทุกช่วงอายุ และสามารถติดเชื้อซ้ำได้ตลอดชีวิต

อาการของโรค

          เชื้อนี้มีระยะฟักตัวก่อนเกิดอาการได้ตั้งแต่ 2-8 วัน ส่วนใหญ่มีอาการในช่วง 4-6 วันหลังได้รับเชื้อการติดเชื้อนี้ทำให้เกิดอาการทางระบบหายใจในเด็ก ส่วนใหญ่มีอาการทางเดินหายใจส่วนบนเช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ คล้ายหวัดทั่วไปซึ่งมักจะดีขึ้นภาย ใน 2-3 วัน

บางส่วน (20-30%) มีอาการทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ (bronchiolitis) หรือ ปอดอักเสบ (pneumonia)

          ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงคือ ทารกคลอดก่อนกำหนด โรคปอดเรื้อรัง ภาวะหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะความดันในปอดสูง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรค เช่น เด็กน้ำหนักแรกคลอดน้อย มารดาสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ ได้รับควันบุหรี่มือสอง ภาวะภูมิแพ้ เป็นต้น

วิธีสังเกตอาการ

          อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ RSV มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ แต่ลักษณะเด่นของการติดเชื้อนี้คือ ปริมาณสมหะมาก และเสมหะมีลักษณะเหนียว ดังนั้นอาจะทำให้ผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็กเล็ก หายใจลำบาก หายใจครืดคราด หากอาการรุนแรงอาจพบการหายใจเหนื่อยหอบ หน้าอกบุ๋ม หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะของภาวะหลอดลมตีบหรือหลอดลมฝอยอักเสบได้

ดังนั้นอาการที่ควรพาผู้ป่วยมาพบแพทย์คือ

  • ไข้สูงหรือดูซึมลง
  • หายใจครืดคราด กระสับกระส่าย
  • หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • กินได้น้อย ไม่เล่นไม่ร่าเริงเหมือนปกติ

แนวทางการรักษา

การติดเชื้อไวรัส RSV นี้ยังไม่มียารักษาจำเพาะ และเชื้อนี้เป็นเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีประโยชน์ในการรักษา

          การรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเช่น การให้ยาลดไข้ การเช็ดตัวหรืออาบน้ำเมื่อมีไข้ การให้ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ การให้ยาขยายหลอดลมเมื่อมีอาการหลอดลมตีบ การพ่นยา เคาะปอด และดูดเสมหะในเด็กที่มีเสมหะมากและขับเสมหะเองยังไม่ดี การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดในเด็กที่ไม่สามารถกินได้เพียงพอ

การป้องกันโรค RSV

          เชื้อ RSV นี้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ หากเคยติดเชื้อแล้วสามารถติดเชื้อช้ำอีกได้ทุกช่วงอายุ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ 3-8 วัน หรือนานกว่านั้นในผู้ป่วยเด็กเล็กและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้นหากตรวจพบว่าติดเชื้อ แนะนำให้หยุดเรียนอย่างน้อย 1 สัปดาห์หรือจนกว่าอาการจะหายสนิท

          ส่วนการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อนั้นทำได้ด้วยการล้างมือบ่อยๆโดยใช้น้ำและสบู่โดยเฉพาะก่อนสัมผัสใบหน้าและก่อนรับประทานอาหาร หลีกเสี่ยงไปในที่ที่มีผู้คนแออัด เช่น โรงเรียน เนอร์สเซอรี่ ห้างสรรพสินค้า ทำความสะอาดพื้นผิวในบ้านและของเล่นเป็นประจำ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นขณะมีการติดเชื้อ


บทความโดย

นพ.ปัญญพันธุ์   ถิรประสิทธิ์พร
นพ.ปัญญพันธุ์ ถิรประสิทธิ์พร

กุมารแพทย์ทั่วไป


บทความน่ารู้

การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density, BMD)

การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density, BMD)

การตรวจเพื่อหาค่าความหนาแน่นของกระดูกตามส่วนต่างๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน โดยตำแหน่งที่ตรวจมักจะเป็นบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ

เช็คสถานะคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วย  (Electrocardiography)

เช็คสถานะคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วย (Electrocardiography)

การตรวจคัดกรองโรคหัวใจ ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจเบื้องต้น เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น หรือได้เกิดขึ้นไป