การทำกายภาพบำบัดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การทำกายภาพบำบัดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

28/05/2568 16:08:12 | Views: 2,192

การทำกายภาพบำบัดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

 

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Arthroplasty/ Knee Replacement)

ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นสาเหตุหลักของการปวดเข่าในผู้สูงอายุ ภาวะนี้เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อเข่า  หากไม่ทำการตรวจรักษาอาจทำให้กระดูกผิวข้อเข่าถูกทำลายจนเกิดการผิดรูปของข้อเข่า  ไม่สามารถงอเหยียดเข่าได้สุด  เดินลำบาก  และทำให้อาการปวดรุนแรงมากยิ่งขึ้น  การรักษาทางเลือกหนึ่งที่ให้ผลการรักษาดี คือ  การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม  เป็นการรักษาในผู้ป่วยที่เคยรักษาด้วยวิธีอื่นแต่อาการไม่ดีขึ้น 

หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแน่นอนว่าทุกคนอยากที่กลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างปกติ  แต่อย่างไร         ก็ตามหลังการผ่าตัดอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยจากการที่ผู้ป่วยกังวล  ไม่กล้าเคลื่อนไหวข้อเข่า  ส่งผลให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าได้เต็มช่วงมุมองศาการเคลื่อนไหว  หรือเข่าติด  ดังนั้นนอกจากการปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำแล้ว  การเตรียมตัวและฟื้นฟูทำกายภาพบำบัดก่อนและหลังผ่าตัดเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะละเลยไม่ได้  กายภาพบำบัดมีส่วนสำคัญในการ      วางแผนการดูแลรักษา  ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วย  ทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตและทำกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น 

กายภาพบำบัดผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม  ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มช่วงมุม องศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า  เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  การฝึกยืนเดิน  เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก  ซึ่งแพทย์และนักกายภาพบำบัด  จะเป็นผู้เข้ามาดูแลรักษาผู้ป่วยหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด

 

การทำกายภาพบำบัดหลังการผ่าตัด

  1. การประคบเย็น หลังการผ่าตัดในช่วงแรกจะมีอาการปวด  บวม  แดงบริเวณข้อเข่าและตึงกล้ามเนื้อ  นอกจากการใช้ยาแล้ว  การทำกายภาพบำบัดโดยการประคบแผ่นเย็น  จะลดอาการปวดบวมได้
  2. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มช่วงมุม องศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า นักกายภาพบำบัดจะสอนและช่วยเคลื่อนไหวข้อเข่าในทิศทางงอและเหยียดเข่าข้างที่ผ่าตัดในกรณีที่ผู้ป่วยยังปวดมากและงอเหยียดเข่าเองได้น้อย  หรืออาจร่วมกับการใช้เครื่อง Continuous Passive motion (CPM Machine) 
  3. การออกกำลังกายเพื่อป้องกันการเกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือดดำที่ขา  เพิ่มการไหลเวียนเลือด

ให้ผู้ป่วยกระดกข้อเท้าขึ้นสลับกับการถีบปลายเท้าลงทำซ้ำๆ

  1. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา นักกายภาพบำบัดจะสอนท่าออกกำลังกายให้แก่ผู้ป่วย  เพิ่มเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  เพื่อการยืนเดินที่มั่นคง ขึ้นลงบันไดได้  และกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ
  2. การฝึกยืนเดินด้วยอุปกรณ์พยุงเดิน  หรือวอคเกอร์ (Walker) ช่วงแรกหลังผ่าตัดนักกายภาพบำบัดทำการสอนผู้ป่วยให้ลุกยืนเดินโดย Walker  ภายใน 1-2 วันหลังการผ่าตัด ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินอาการของผู้ป่วยในแต่ละราย  เมื่อผู้ป่วยยืนเดินได้คล่องและมั่นคงแล้ว  จะเริ่มฝึกการเดินขึ้นลงบันได

 

เมื่อกลับบ้านแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

เมื่อแพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้าน  สิ่งสำคัญ คือ การทำกายภาพอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์และนักกายภาพบำบัดจะให้คำแนะนำตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  ออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าแข็งแรงขึ้น  เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อขา  และการเพิ่มช่วงมุมองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า  ให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้งานข้อเข่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ  ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัดอย่างเคร่งครัด

หากผู้ป่วยชอบออกกำลังกาย  กีฬาที่แนะนำ คือ เดินเร็ว  ว่ายน้ำ  เป็นต้น  ควรเล่นกีฬาที่ไม่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่ามากๆ หลีกเลี่ยงการกระโดด  แบดมินตัน  บาสเกตบอล  เทนนิส  วิ่ง  หรือแม้แต่การยกของหนักเป็นประจำ  รวมถึงการคุกเข่านั่งพับเพียบ  ขัดสมาธิ  หรือกิจกรรมที่มีการงอเข่ามากๆ  จะส่งผลทำให้อายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมลดลง  หากฝึกกายภาพบำบัด  หรือออกกำลังกายแล้วเกิดอาการปวด  เจ็บกล้ามเนื้อ  เจ็บข้อต่างๆ  รวมถึงข้อเข่าที่ผ่าตัด  ให้หยุดพักทันที  ในกรณีที่ปวดหรือเจ็บเกิน 1-2 วัน  ควรกลับมาพบแพทย์

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรให้ความสำคัญ คือ การเตรียมสภาพแวดล้อมที่บ้านให้พร้อม  เช่น เตรียมห้องนอนผู้ป่วยให้อยู่ชั้นล่าง  หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดในรายที่เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม  ควรใช้ส้วมที่เป็นชักโครก รวมถึงดูแลแผลผ่าตัด  ป้องกันแผลติดเชื้อและเข้าพบแพทย์ตามนัดหมาย

 


บทความน่ารู้

RSV ไวรัสร้ายที่คุณพ่อ คุณแม่ ต้องรู้จัก

RSV ไวรัสร้ายที่คุณพ่อ คุณแม่ ต้องรู้จัก

ในช่วงปลายฝนต้นหนาว โรคที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับลูกน้อยก็คือ “โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV”